ก้อนหินที่มีชีวิต
posted on 20 Dec 2011 12:41 by balladสักวัน
posted on 20 Dec 2011 00:55 by balladคืนที่เหงา ...คืนที่หนาว
posted on 07 Dec 2011 16:17 by balladแสงแดดในฤดูหนาว
posted on 02 Dec 2011 14:59 by balladฤดูกับใจคน
posted on 17 Jun 2011 11:21 by balladชีวิตคืออะไร ?
posted on 20 Feb 2011 22:10 by balladน้ำหนักของความรู้สึก
posted on 29 Nov 2010 18:00 by ballad.....เราห้ามฟ้าฝนไม่ได้ เช่นเดียวกันกับที่เราห้ามใจคนไม่ได้
ความรู้สึกของเรานั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะควบคุมได้เลย
หากแม้ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ ยิ่งฝืนมากเท่าไหร่ กลับเหมือนยิ่งกระตุ้นให้เราเป็นหนักขึ้น ทุกครั้งไป
ความรักก็เป็นตัวแปลสำคัญของความรู้สึก สิ่งที่ล้ำลึกเสียใจมองไม่เห็นขอบเหวด้านล่าง
ถ้าหากสะดือทะเลลึกมากเท่าไหร่ ยังน้อยกว่าใจคนหลายเท่านัก ผมว่า...
น้ำหนักของความรู้สึกนั้น ต่างกันไปตามผู้คนที่เราพบเจอ
บางทีกลับเบาบางกว่าขนนก บางครั้งยังหนักแน่นกว่าภูเขา
ความรู้สึกของคนเราช่างโลเล ไร้น้ำหนักเสียจริง...
สิ่งนั้นทำให้เราตีค่าความรู้สึกออกเป็น ความรัก ความชอบ ที่เรามีต่อคน ๆ นั้น
อาจจะเป็นเพราะหน้าตา นิสัย หรือการกระทำของเขาก็เป็นได้
แต่สำหรับบางคน คนที่ความรู้สึกของเราปฏิเสธ น้ำหนักของคน ๆ นั้นคงเบาบางมาก
ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราได้รับจะมากมาย แต่เราจะตีค่าสิ่งเหล่านั้นด้วยน้ำหนักที่น้อยนิด
ผิดกับคนบางคน ที่แม้บางทีเขาอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลย...
แต่น้ำหนักของแต่ละคำพูด หรือหนึ่งการกระทำ กลับสั่นไหวใจเราได้ทั้งใจ
หนักแน่น เหลือเกิน ความรู้สึกนี้...
เทียบกันไม่ได้ เพราะน้ำหนักของความรู้สึกนี้มันต่างกัน...
หากเราไม่มีใจ น้ำหนักของความรู้สึกนั้นจะเบาบางอยู่เหมือนเดิม
ต่างกับคนที่เรามีใจให้ ทุกครั้งที่นึกถึง ความรู้สึกนั้นยิ่งย้ำว่าเรารักมากเพียงใด วิ่งวนอยู่ในหัว ๆ
และการกระทำของเขาช่างมีความหมายเหลือเกิน แม้เรื่องเล็กน้อยก็ทำให้เรายิ้มได้ทั้งวัน
เป็นความรู้สึกที่หนักแน่นเหลือเกิน...
เรื่องสั้น “เพื่อนของผมชื่อความเหงา”
posted on 19 Nov 2010 21:20 by ballad
ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่ที่ผมอยู่คนเดียวหรือว่าหลังจากที่ผมอยู่ตัวคนเดียวแล้ว ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เขาชื่อว่า ความเหงา เป็นเหมือนเพื่อนสนิท เพราะไม่ว่าผมจะไปที่ไหน ความเหงาก็ตามผมไปทุกที่ ตอนแรก ๆ มันก็ดูทรมานมาก แต่พอผ่านไปสักระยะ ผมก็รู้สึกว่า ความเหงา เป็นเพื่อนที่ไม่น่ารำคาญเท่าไหร่ ความไม่พูดมากหรือเอาเรื่องอะไรมาบ่นให้ผมฟัง ไม่เคยทำตัวน่าน้อยใจหรือทำให้โมโห ผมก็รู้สึกว่ามีเพื่อนแบบนี้ติดตัวไว้ ก็ไม่เลวเท่าไหร่
เพราะว่าผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ทำให้ผมจำเป็นต้องย้ายมาอยู่ที่หอข้าง ๆ มหาวิทยาลัย ชีวิตของผมค่อนข้างเรียบง่าย ทุก ๆ วันเมื่อผมเรียนเสร็จแล้วก็กลับมาอยู่ที่ห้อง อ่านหนังสือ เล่นเน็ต นอนกลิ้ง ๆ อยู่บนเตียง ตอนกลางคืนหากมีใครชวนไปไหนก็ไป ได้เจอกับเพื่อน ๆ ในสาขาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่ ผมก็จะอยู่ตัวคนเดียว และมีเจ้าความเหงาพ่วงติดตัวมาด้วยตลอดเวลา
หลายคนอาจจะคิดว่า ความเหงามันคอยกัดกินหัวใจ ทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องเหงา แต่ผมกลับคิดต่างออกไป บางทีอยู่คนเดียวมันก็สบายใจ แต่ก็นั่นแหละ มันก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล ผมไม่รู้สึกว่าความเงียบน่ากลัวเหมือนใคร ผมชินกับความเงียบเสียแล้ว บางครั้งความเงียบก็ทำให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่าง แต่ก็อย่างที่หลายคนบอก ความเงียบมักมาพร้อมกับความเหงา ทั้งสองอย่างเป็นเพื่อนกันอีกที
ความเหงามันไม่น่าเลวร้ายหรอก ถ้าเราเข้าใจมัน ความเหงาก็เป็นเหมือนตัวแทนในจิตใจเรา ยิ่งเรารู้สึกว่าเหงามากเท่าไหร่ แสดงว่าจิตใจของเรานั้นโหยหาความรัก ที่คนส่วนใหญ่วิ่งตามความรัก ก็อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ คนส่วนใหญ่ทนไม่ได้กับความเหงา ก็เลยต้องหาใครสักคนมาช่วยทำให้ลืมความเหงา แต่ที่สุดแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของเรามากกว่า
ไม่ใช่ว่าผมจะไม่มีเพื่อนหรอกนะ ตอนกลางวันผมก็เฮฮากับเพื่อน ๆ ได้ตลอด ก็จะมีแค่ตอนกลางคืนเท่านั้นแหละที่ความเหงาจะแวะมาเยี่ยม ทุกคืนผมนอนในห้องเพียงแค่คนเดียว ถึงแม้ผมจะหลับ แต่ความเหงาก็ไม่ได้หลับตามไปด้วย มันนั่งเฝ้าผมทั้งคืน ตอนตื่นมาผมจะรู้สึกว่าความเหงายังไม่หายไป จนกระทั่งผมไปเรียน ความเหงาก็จะค่อย ๆ หายไปเงียบ ๆ พร้อมกับเสียงเพื่อน ๆ ที่ดังขึ้นมา
ผมเข้าใจว่าความเหงาเป็นอย่างไร ผมใช้ชีวิตอยู่กับมัน จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้เจอกับเธอ เธอคนนี้ไม่เหมือนใครที่ผมเคยเจอ ในผมเต้นแรงเมื่อเห็นหน้าเธอ และคำพูดของเธอ ทำให้ผมลอย
“สวัสดี เราชื่อเอม”
เธอบอกว่าเธอชื่อเอม ผมคิดว่าผมตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้แล้ว เราเริ่มคุยกันทุกคืน ความเหงาหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อผมได้ยินเสียงเธอ เงาดำมืด มีแสงสว่างส่องไปถึงเสียที เราหัวเราะและสนุกสนานกันทุก ๆ คืน จนลืมเรื่องของความเหงาไปจนหมด จนผมคิดว่า ความเหงาคงไม่มีวันกลับมาอีก
วันและคืนผ่านไป ผมยิ่งรู้สึกผูกพันธ์กับเอมมากขึ้นเรื่อย ๆ เราอยู่ด้วยกันทุกวัน คุยกันทุกคืน จนเริ่มจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ผมมีความสุขเมื่อเธอยิ้ม เธอมีความสุขเมื่อผมทำให้เธอยิ้ม เราทั้งสองคนมีความสุข อย่างที่ใคร ๆ เคยบอก ความรักทำให้โลกสดใสจริง ๆ ผมรู้สึกว่าผมตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้หมดหัวใจ
“ผมรักเธอ เอม”
ผมมีความสุขจนเริ่มชะล่าใจ คิดว่าความรักครั้งนี้คงไม่มีวันจากผมไปไหน แต่แล้วเธอก็ได้ทำให้ผมรู้ว่าผมนั้นคิดผิด ความรักเข้ามาได้ ก็จากไปได้เช่นกัน แรก ๆ นั้นเราสองคนก็รักกันดี แต่เวลาเริ่มผ่านไป ผมและเธอก็กลายเป็นคนที่ความอดทนต่ำ ยิ่งต้องการการดูแลเอาใจใส่มากยิ่งขึ้น เมื่อต่างคนต่างน้อยใจ และเริ่มใช้อารมณ์เข้าหากัน ก็มีแต่ทำให้ทะเลาะกันทุกวัน ๆ จากแรก ๆ ที่ทุกอย่างดูลงตัวและน่าจะไปได้ด้วยดี กลับต้องหยุดชะงักเพราะปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิด
บางทีความขัดแย้งเกิดขึ้นจากเรื่องเล็ก ๆ แต่เมื่อเราใส่อารมณ์ลงไป ปัญหาก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่บางครั้งไม่น่าจะมีอะไร แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องจนได้ จนในที่สุดเธอก็คิดได้ว่า ความรักของเรามันยังไปไม่รอด จนเธอเอ่ยคำ ๆ หนึ่งขึ้นมา
“เราเลิกกันเถอะ”
โลกผมหมุนคว้างทันที ผมรู้ว่าเธอหมายความตามนั้นจริง ๆ ผมระดมความคิดในสมอง พยายามคิดหาทางทุก ๆ ทางเพื่อจะไม่ให้เธอจากไป แต่สุดท้ายผมก็คิดอะไรไม่ออก แม้แต่คำว่าเสียใจง่าย ๆ ผมยังพูดออกไปไม่ได้ แม้ว่าคำพูดต่าง ๆ มากมายอัดแน่นอยู่ภายในหัว แต่กลับพูดออกไปไม่ได้ เพราะผมเห็นสีหน้าของเธอ เธอดูทุกข์ทนมากเมื่อพูดคำนั้นออกมา ผมมองดูข้างหลังของเธอ เมื่อเธอเดินจากไป แล้วเธอก็หายไปจากชีวิตของผม
ผมก้มหน้ารับชะตากรรม หัวใจของผมเหมือนโดนมีดเล่มเล็ก ๆ นับล้านเล่มทิ่งแทงอยู่ข้างใน อากาศทุกอณูบาดทุกอย่างภายในร่างกายผม จนผมแทบไม่อยากจะหายใจต่อไป เรี่ยวแรงทั้งหมดหายไปไหน ทำไมผมไม่อยากตื่นขึ้นมา แต่จะหลับตาลงต่อไปก็ทำไม่ไหว ชีวิตผมกำลังขาดสิ่งที่มันไม่เคยมี ความรัก ไงล่ะ สิ่งที่ผมรู้สึกเหมือนขาดไป แต่มันจะขาดไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อตอนแรก ผมก็ไม่เคยได้ความรักอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ผมยังไม่เห็นว่าจะต้องการเลยสักนิด แต่ตอนนี้มันกลายเป็นอะไรไปแล้ว ชีวิตผม ความคิดผม หัวใจของผม
สิ่งที่ไม่มีตัวตน ก็มีตัวตนขึ้นมาดื้อ ๆ สิ่งที่ไม่สำคัญ ก็สำคัญขึ้นมาเฉย ๆ เป็นช่วงเวลาที่ผมสับสนและเจ็บปวด มันทรมานอยู่ข้างในจิตใจ จนผมแทบจะลืมไปว่ารอยยิ้มเป็นอย่างไร ตอนมีความสุขมันไม่เป็นไร แต่ว่าตอนเจ็บมันเจ็บแทบตาย นี่คือราคาที่ต้องจ่ายให้กับความรักงั้นเหรอ เป็นราคาที่แพงไม่ใช่เล่นเลย
แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือ สิ่งที่ผมคิดว่ามันน่าจะหายไปแล้วกลับย้อนกลับมาหาผม ความเหงา เพื่อนที่ซื่อสัตย์ของผม จะแวะมาหาผมทุก ๆ คืน แต่ครั้งนี้ผมทนความเหงาไม่ได้เลย มันทรมานจนแทบจะเป็นบ้า ยิ่งดึกเท่าไหร่ ความคิดของผมก็ยิ่งเตลิด ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเบอร์ของเธอเป็นร้อย ๆ ครั้ง น้ำตาไหลออกมาจนเตียงนอนเปียกปอน ผมไม่เคยคิดเลยว่า ความเหงา มันทรมานขนาดนี้
นี่คงเป็นการลงโทษจากความเหงา ความเหงาคงกำลังแก้แค้นที่ผมลืมเลือนมันไป เพื่อนเจ้าคิดเจ้าแค้นแบบนี้เหรอ ที่ผมเคยคิดว่าดี ผมทะเลาะกับความเหงา ทะเลาะกับตัวเองทุกคืน กว่าจะปรับตัวได้อีกครั้งก็ใช้เวลาหลายเดือน
จนในที่สุด ผมก็กลับมาใช้ชีวิตที่เป็นปกติได้อีกครั้ง ผมและความเหงากลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอีกครั้งหนึ่ง ผมไปเรียน ผมไปเที่ยว ทุก ๆ ที่ความเหงาตามผมไป กลายเป็นว่าความเหงาอยู่กับผมตลอด ผมไม่ใช่คนขี้เหงา ผมอยู่กับมัน ใช้ชีวิตกับมัน ผมไม่เหงาเวลาที่อยู่คนเดียว ไม่เหมือนเวลาที่อยู่กันหลายคน ผมรู้สึกเหงาตลอด จนผมต้องแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องเหงา แต่ผมไม่ได้อยู่คนเดียว ผมอยู่กับเพื่อนอีกคน เพื่อนของผมชื่อความเหงา
เพื่อนของผมเหลือแค่เจ้าความเหงาคนเดียว เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด แค่คนเดียวของผม
ปากกาอากาศ และ กระดาษสายลม
posted on 18 Nov 2010 01:31 by balladเรื่องเล่าในความฝัน ....ปากกาอากาศ กับ กระดาษสายลม
เด็กน้อยคนหนึ่งล้มตัวลงนอน พร้อมกับหมอนใบเล็กที่นุมสลวย
สองตาปิดลง แล้วผลอยหลับไป ไร้ซึ่งแสง ไร้ซึ่งเสียง มีเพียงแค่อากาศกำลังเคลื่อนไหว
ไม่นานนักเมื่อทุกอย่างดับลง เด็กน้อยกำลังดำดิ่งสู่ความฝัน ที่ปราศจากความจริงเจือปน
ปากกาด้ามหนึ่งวางอยู่ด้านหน้าเด็กน้อยเมื่อมาถึง เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบปากกา
ปากกา กลิ้งหนี เด็กน้อยวิ่งตาม
ทั้งสองไปหยุดอยู่ขอบเหว 'อันตราย ๆ' เด็กน้อยอุทาน และหยิบปากกาขึ้นมา
ปลอกปากกาหลุดออก เด็กน้อยมองหากระดาษเพื่อใช้เขียน
สายลมพัดผ่านมา ลายเส้นลากยาวออกไปพร้อมกับสายลม ดูพริ้วไหวและสวยงาม
เด็กน้อยก็เริ่มวาดทันที...
ปากกากาสีฟ้าใส ในมือของเด็กน้อย กับกระดาษที่พัดวนไปมา ไม่หยุดนิ่ง เด็กน้อยก็เช่นกัน
จากสิ่งเล็ก ๆ เด็กน้อยวาด กลายเป็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้น ๆ จากพื้นที่ว่างเปล่า เด็กน้อยเริ่มแต่งแต้มทุกอย่าง
จากก้อนหินก้อนเล็ก จนเป็นต้นไม้ใหญ่ จากต้นหญ้า กลายเป็นป่าใหญ่ บ่อน้ำ กลายเป็นทะเล
ทุกสิ่งอย่าง เด็กน้อยบรรจงวาดขึ้นด้วยมือ รอยยิ้มมาพร้อมกับความเพลิดเพลิน
แต่ความสนุกใกล้หมด เพราะสีฟ้าใสของปากกาเริ่มลดลง ทุกครั้งที่เด็กน้อยจรดปากกา
น้ำหมึกสีฟ้า กลายเป็นทุกสิ่งที่เด็กน้อยวาด เด็กน้อยคิด 'อีกนิดเดียว ความฝันคงจะหมดลง'
แต่ยังมีบางสิ่งที่เด็กน้อยอยากจะวาดให้เสร็จ เมื่อนั้น เด็กน้อยจึงเริ่มวาดด้วยหมึกสีฟ้าใสที่เหลือน้อยนิด
จนในที่สุดปากกาก็กลายเป็นอากาศและหายไป ความฝันสุดท้ายของเด็กน้อยเสร็จสิ้นพอดี
เด็กน้อยวาดภาพตัวเองตอนโต เเละเฝ้ามองดูตัวเองที่กลายเป็นผู้ใหญ่
เมื่อได้เห็นการกระทำของตัวเอง เด็กน้อยคิดผิด และรู้สึกแย่ กับสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองได้ทำ
หรือว่าสิ่งที่ตนเองจะทำ เมื่อกลายเป็นผู้ใหญ่
เด็กน้อยกลัวที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ กลัวสิ่งที่ตนเองเห็น
เขาเริ่มมองหาปากกาอีกครั้ง ไปตามที่ต่าง ๆ แต่ทุกอย่างถูกลบไปหมด ด้วยตนเองที่โตแล้ว
เด็กน้อยร้องไห้ เมื่อความฝันและจินตนาการของตัวเองหายไปหมด
บางอย่างหล่นกระทบหัวของเด็กน้อยและร่วงลงสู่พื้น เด็กน้อยที่กำลังร้องไห้อยู่ลืมตาขึ้นดู
ปากกาสีสีอ่อนอีกด้าม เด็กน้อยยิ้มอีกครั้ง และเริ่มเขียนความฝันและจินตนาการใหม่อีกครั้ง
ปากกาอากาศ และ กระดาษสายลม... ที่ซึ่งความฝันในวัยเด็กไม่มีวันจบลง